แบกเป้ นอนบนรถไฟ ตะลุยอินเดีย 5 วัน กับ 4 เมืองสุดฮิตของคนไทย เดลี อักรา จ๊อดปูร์ จัยปูร์ ไม่เคยไปประเทศไหนถูกขนาดนี้ เที่ยว 5 วันไม่ถึงหมื่นบาท

พอพูดถึงอินเดีย หลายคนร้องอี๋ ทั้งกลิ่น ทั้งความสกปรก ไหนจะโดนแขกหลอกอีก กิน เที่ยว รีวิวเองยอมรับว่าตอนแรกเราก็คิดอย่างงั้น แต่พอไปถึง คุณผู้ชมเอ๊ยย ที่คนอื่นพูดๆ กัน ทั้งกลิ่น ทั้งความสกปรก ทั้งความโดนแขกหลอกนั้น ไม่ได้จะมาบอกว่าไม่มีจริงนะ ฮ่าๆ ตลอดทั้งทริป 5 วัน 4 เมือง เจออะไรเยอะมาก ทั้งเรื่องประทับใจ ทั้งเรื่องทำให้งงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พอกลับมาไทยแล้ว พูดได้เลยว่า “ฉันตกหลุมรักอินเดียและอยากกลับไปอินเดียอีก” ไม่เชื่อลองเลื่อนไปดูไฮไลต์ทริปในแต่ละรูปได้เลย

เที่ยว อินเดีย

ไฮไลต์ของทริปนี้

ทริปอินเดีย 4 เมือง 5 วันคราวนี้ ความสนุกอยู่ที่ ระหว่างเมืองเรานั่ง (เรียกว่านอนดีกว่า) รถไฟของอินเดีย บอกเลยว่าถ้าไม่ได้นั่งรถไฟอินเดีย ถือว่ามาไม่ถึงอินเดีย

เรานอนบนรถไฟอินเดียเกือบตลอดทั้งทริป เที่ยวเสร็จเมืองนึง ขึ้นรถไฟตอนค่ำ นอนบนรถไฟ ตื่นมาถึงอีกเมืองนึง ข้อดีคือ เราไม่เสียเวลาเดินทางระหว่างเมืองเลย เพราะเดินทางกลางคืนระหว่างนอน แถมที่สำคัญ ไม่เสียค่าโรงแรมเลยด้วย

โปรแกรมเที่ยวของทริปนี้

📌 วันที่ 1 เดลี // Delhi:
– มัสยิดจามา (Jama Masjid) มัสยิดใหญ่ที่สุดในอินเดีย
– ป้อมแดง (Red Fort) สัญลักษณ์ของเมือง
– ทำเนียบประธานาธิบดีและประตูเมืองอินเดีย (India Gate)
– แวะกินอาหารอินเดียร้านโคตรดังคิวยาวแต่ราคาแสนถูก

📌 วันที่ 2 อักรา // Agra
– ทัชมาฮาล (Taj Mahal) พระเอกของทริปนี้
– ป้อมอักรา (Agra Fort) สุดยอดป้อมปราการแห่งอินเดีย

📌 วันที่ 3 จ๊อดปูร์ // Jodhpur // โยธาปุระ // เมืองสีฟ้า:
– เดินชมเมืองสีฟ้า (ฟ้าทั้งเมืองจริงๆ นะ)
– ป้อมเมห์รังการห์ (Mehrangarh) สัญลักษณ์ของจ๊อดปูร์
– ช้อปปิ้งส่าหรีสวยๆ ผืนละร้อยที่ตลาดซาดาร์บาซาร์ (Sardar Bazaar)
– ชิมอาหารร้านดังราคาถูกเมืองจ๊อดปูร์
– พระราชวังอุเหมดบาวัน (Umaid Bhavan)

📌 วันที่ 4 จัยปูร์ // Jaipur // ชัยปุระ // เมืองสีชมพู:
– แต่งเป็นมหารานี ลากส่าหรีชมเมืองสีชมพู
– พระราชวังซิตี้พาเลซ (City Palace)
– พระราชวังสายลม (Hawa Mahal) สัญลักษณ์ของเมืองนี้
– ชมการแสดงพื้นเมืองอินเดียในที่พัก (โรงแรมราคาสุดถูกที่เหมือนวัง)

📌 วันที่ 5 จัยปูร์ (ต่อ):
– ป้อมแอมแมร์ (Amber Fort) ป้อมบนเขาสุดอลังการ
– แต่งชุดพื้นเมืองถ่ายรูปหน้าพระราชวังกลางทะเลสาบ จาล มาฮาล


💵 ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
– ค่าตั๋วรถไฟทั้งทริป 3,400 บาท/คน
– ค่าที่พัก 1,650 บาท/คน
– ค่าเข้าสถานที่ต่างๆ 1,260 บาท/คน
– ค่าอาหาร + เดินทางในแต่ละเมือง + จิปาถะ 3,000 บาท/คน
– รวมแล้วทั้งทริป 4 เมือง 5 วันอยู่ที่คนละประมาณ 9,300 บาท (ยังไม่รวมค่าเครื่องบินซึ่งอยู่ประมาณไม่ถึง 8,000 ไปกลับกรุงเทพ-เดลี)
– ต้องขอบอกว่าจริงๆ ที่ราคานี้เพราะเราเลือกนอนรถไฟชั้นหนึ่งที่เป็นห้องส่วนตัวเพื่อความปลอดภัยตอนนอน และเราเลือกกินในร้านอาหารที่ดูถูกสุขลักษณะ แทบไม่ได้กินร้านรถเข็นข้างทางเลย แต่ถ้าเพื่อนคนไหนสายลุยเน้นทริปประหยัด สามารถทำให้ถูกกว่านี้ได้อีกมาก คอนเฟิร์มเลย


ข้อควรรู้ก่อนไปอินเดีย
– คนไทยไปอินเดียต้องใช้วีซ่า สามารถทำออนไลน์ได้ด้วยตัวเองที่เว็บไซต์ https://indianvisaonline.gov.in/evisa/tvoa.html มีค่าใช้จ่ายประมาณ 80 กว่าดอลลาร์หรือ 2,000 ปลายๆ
– ค่าเงินรูปีของอินเดีย สามารถหารสองเมื่อเทียบกับเงินบาทได้เลย เพราะงั้นข้าวแกงกะหรี่ราคา 50 รูปี ก็ 25 บาทเอง
– ช่วงที่เหมาะจะไปอินเดียคือช่วงฤดูหนาว (ตุลาคม-มีนาคม) ซึ่งอากาศจะดีมากๆ ประมาณ 10 ถึง 20 องศาต้นๆ ใส่แจ็คเก็ตเดินเที่ยวชิวๆ เราก็ไปช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นสบาย ไร้เหงื่อ ไร้กลิ่นจากคนรอบข้าง
– อินเตอร์เน็ต ซื้อซิมจากไทยไปใช้ได้เลย ถ้าจะแบกเป้ตะลุยแบบเรา แนะนำให้มีอินเตอร์เน็ตติดตัวไว้ เราใช้ SIM2Fly ของ AIS 399 บาทใช้เน็ตไฮสปีดได้ 8 วัน

รีวิวการเดินทางไปอินเดียและระหว่างเมือง

เที่ยว อินเดีย

จากกรุงเทพ เรานั่งเครื่องบินของสายการบิน IndiGo แต่ต้องไปต่อเครื่องที่โกลกัตต้าเพราะเราไปสิกขิมก่อน แต่มีสายการบินราคาประหยัดบินตรงจากกรุงเทพไปลงเดลีมากมาย แถมราคาไม่แพงเลย ไปกลับไม่ถึง 8,000 บาท เก็บตังไปเที่ยวได้สบายๆ ลองเปรียบเทียบราคาหาตั๋วถูกในเว็บไซต์อย่าง www.skyscanner.co.th ได้เลย

เที่ยว อินเดีย

ความมันส์อยู่ตรงนี้ ระหว่างเมืองเรานั่ง (เรียกว่านอนดีกว่า) รถไฟของอินเดีย บอกเลยว่าถ้าไม่ได้นั่งรถไฟอินเดียถือว่ามาไม่ถึงอินเดีย ไม่ใช่ว่าเป็นวิธีที่ดีสุดนะ แต่เป็นวิธีที่จะได้สัมผัสความเป็นอินเดียจริงๆ ได้เห็นความคับคั่งจอแจของคนในสถานี ได้ผจญภัย ได้เห็นบรรยากาศในรถไฟ ชิมอาหารอินเดียบนรถ

แล้วขอบอกว่าราคาถูกมากก เรานั่งชั้นเฟิร์สคลาสหรือชั้นหนึ่ง (ใช่แล้ว ในรูปนี่แหละ ชั้นเฟิร์สคลาส) มีห้องส่วนตัวแชร์กับเพื่อน (คนในรูป) เดินทางระหว่างเมืองตกคนละแค่ประมาณ 500-1000 บาทแล้วแต่ระยะทาง ส่วนสาเหตุที่เลือกชั้นเฟิร์สคลาสเพราะต้องเดินทางตอนกลางคืนเลยอยากได้ห้องที่ล็อคได้ ใครสายลุยหน่อย บอกเลย เดินทางในอินเดียด้วยรถไฟจะไม่ผิดหวัง

มาถึงจุดนี้ ถ้าใครอยากลองรถไฟอินเดีย แนะนำให้จองล่วงหน้าเดือนสองเดือนเลย เพราะที่นั่งดีๆ ชั้นดีๆ (แต่ราคาถูกเว่อร์) จะเต็มเร็วมาก ทั้งคนอินเดียเองและนักท่องเที่ยวก็ใช้บริการ จองได้เองออนไลน์เลยผ่านเว็บไซต์ www.cleartrip.com หรือ www.irctc.co.in (เว็บไซต์ทางการการรถไฟอินเดีย)

เที่ยว อินเดีย

อสถานีรถไฟที่เดลี ในสถานีจะจอแจคับคั่งมาก คนมากหน้าหลายตาไปหมด แต่การรักษาความปลอดภัยก็ค่อนข้างเข้มงวด ทุกคนต้องผ่านการสแกนกระเป๋าทุกใบก่อนเข้าสถานี และถึงแม้คนจะมากมายแทบล้นสถานี ถ้าใครจองชั้นหนึ่งหรือชั้นสอง ทางสถานีก็จะมีห้องแยกต่างหากให้นั่งรอพร้อมพัดลมเย็นๆ

เที่ยว อินเดีย

สำหรับคนที่มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่หรือขี้เกียจแบกกระเป๋าเวลาไปเที่ยวในเมือง สามารถฝากกระเป๋าไว้ที่สถานีรถไฟได้ ให้มองหาป้ายคำว่า Cloak Room ซึ่งก็คือห้องฝากกระเป๋าเลย แล้วค่าบริการถูกมากตามสไตล์อินเดีย วันละ 10-20 รูปี หรือ 5-10 บาทเอง

ส่วนการเดินทางในแต่ละเมือง ถ้าในเดลี จะขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินก็ได้ หรือตุ๊กๆ แท็กซี่ก็ได้ ถ้าเป็นเมืองอื่น จะมีทั้งอูเบอร์ (ราคาถูกกว่าบ้านเรามาก) แท็กซี่ และตุ๊กๆ ถ้าเป็นสองอย่างหลัง เตรียมตัวต่อราคาได้เลย คนขับบอกมาเท่าไหร่ ต่อลงไปอีกครึ่งนึง หรือจะเอาถูกกว่านั้นก็ได้ แต่ไม่ให้น่าเกลียดจนเค้าจะตีหัว เคล็ดลับ ถ้าคนขับไม่ให้ราคาที่เราต่อ ลองทำเป็นเดินๆ ออกมาดู สุดท้ายเดี๋ยวก็ยอม

เที่ยว อินเดีย เที่ยว อินเดียเที่ยว อินเดีย

ส่วนอาหารบนรถไฟอินเดีย สำหรับชั้นหนึ่งที่เรานั่ง จะมีอาหารแบบในรูปบริการ ซึ่งอาหารถือว่าหลากหลายมาก มีทั้งแซนด์วิช แกงกะหรี่ ข้าวสวย ซุป ขนมขบเคี้ยว น้ำผลไม้ โยเกิร์ต นับว่าใครที่ไม่ถูกกับกลิ่นเครื่องเทศ ยังพอมีตัวเลือกอยู่บ้าง

สถานที่ท่องเที่ยวในเดลี

เที่ยว อินเดีย

ที่แรกในเดลีที่เราจะพาไปเที่ยวคือ มัสยิดจามา (Jama Masjid) ซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ใหญ่โตมากจริงๆ มัสยิดนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองใกล้ตลาดชานด์นีชอว์ก ตลาดค้าปลีกค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดีย

มัสยิดนี้ไม่ได้มีลวดลวยละเอียดลออมาก แต่ด้วยความใหญ่โตที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เราต่างร้องโอ้โหกันเลยทีเดียว ใครมาเดลี ที่นี่เป็นที่ๆ ไม่ควรพลาด

ที่สำคัญคือ ที่นี่เข้าฟรี แต่ถ้าใครจะถ่ายรูป ซึ่งแนะนำว่าถ่ายเถอะ ก็ต้องเสียค่าถ่ายรูป 300 รูปี (150 บาท) และมีค่าฝากรองเท้า 50 บาท

เที่ยว อินเดีย

สัญลักษณ์ของเดลีที่ต่อมาคือป้อมแดง (Red Fort) ซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเดลี ป้อมตั้งอยู่ใกล้ตลาดชานด์นีชอว์ก ตัวป้อมทำด้วยหินทรายสีแดงจึงชื่อป้อมแดง ป้อมอาจจะไม่มีลวดลายวิจิตรบรรจงเท่าป้อมเมืองอื่น แต่โดดเด่นในเรื่องความใหญ่โต เหมาะแก่การมาถ่ายรูป

และที่สำคัญอีกแล้ว ค่าเข้าชมป้อมนี้อยู่ที่ 500 รูปี แต่! ถ้ายื่นพาสปอร์ตไทย เสียแค่ 35 รูปีเท่านั้น! สิบกว่าบาทเองคุณผู้โช้มม

เที่ยว อินเดีย

ทำเนียบประธานาธิบดี (Rashtrapati Bhavan) ก็เป็นที่ๆ น่าแวะเวียนไปถ่ายรูป ตัวตึกเป็นกลุ่มอาคารโคโลเนียลขนาดใหญ่ที่อังกฤษมาสร้างไว้ตอนสมัยปกครองอินเดีย ถ้าไปถ่ายรูปก็จะได้ฟิลอยู่อังกฤษ ยุโรป หรือกรุงวอชิงตันดีซีอะไรประมาณนี้

กลุ่มอาคารค่อนข้างทอดตัวยาวเป็นระยะไกล แนะนำให้นั่งตุ๊กๆ ขับวนชม แต่นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ เข้าไปข้างในไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งรัฐสภาและกระทรวงต่างๆ ของอินเดีย

เที่ยว อินเดีย

สถานที่สำคัญอีกแห่งของเดลีคือประตูอินเดีย (India Gate) อยู่ไม่ไกลจากทำเนียบประธานาธิบดี นั่งตุ๊กๆ ไปไม่กี่รูปี รูปร่างหน้าตาของที่นี่จะคล้ายประตูชัยที่ปารีส เหมาะจะไปถ่ายรูปคู่เพราะเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของเดลีอีกแห่ง

พอดีไปถึงที่นี่กลางคืนแล้วและใช้กล้องมือถือถ่าย ภาพเลยออกมาเป็นแบบที่เห็น

เที่ยว อินเดีย

เที่ยวมาจนเหนื่อยต้องขอแวะเติมพลัง ในเมื่อมาถึงอินเดียก็ต้องกินอาหารอินเดีย ร้านนี้ชื่อ Kake da Hotel เป็นร้านอาหารอินเดียเสิร์ฟพวกแกงแบบอินเดียพร้อมแป้งพวกโรตี

ถามว่าทำไมเลือกร้านนี้ เพราะเห็นหน้าร้านคิวยาวมาก และมีแต่คนอินเดียต่อคิวรอเข้าไปกิน พอได้กิน ก็นับว่าตัดสินใจไม่ผิด อาหารรสชาติดีเลย (นี่ขนาดไม่ได้ปลื้มกลิ่นเครื่องเทศมากเท่าไหร่) แถมราคาถูกมาก แกงกะหรี่จานละไม่ถึงร้อยรูปี (ไม่ถึง 50 บาท) ใครไปเดลีขอแนะนำร้านนี้เลย ร้านอยู่แถววงเวียนคอนนอทเพลส (Connaught Place) ใจกลางกรุงเดลี

สามารถดูรูปอาหารและรูปร้านเพิ่มเติมพร้อมรีิวิวได้ที่ https://www.tripadvisor.com/Restaurant_Review-g304551-d1135834-Reviews-Kake_Da_Hotel-New_Delhi_National_Capital_Territory_of_Delhi.html

สถานที่ท่องเที่ยวในอักรา

เที่ยว อินเดีย

มาถึงพระเอกของทริปนี้ “ทัชมาฮาล” คิดว่าน่าจะมีน้อยคนที่ไปเที่ยวอินเดียโดยไม่แวะไปถ่ายรูปกับทัชมาฮาล

ทัชมาฮาลตั้งอยู่ในเมืองอักรา ห่างจากเดลีไปไม่มาก เรานั่งรถไฟจากเดลีตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึงอักราประมาณ 8 โมงกว่า จากสถานีรถไฟอักราคันต์ สามารถเรียกตุ๊กๆ ไปทัชมาฮาลได้เลย (อย่าลืมต่อราคาด้วยล่ะ)

ก่อนจะถึงข้อมูลของทัชมาฮาล เรามาพูดสิ่งสำคัญที่ต้องห้ามลืมกันก่อน นั่นคือค่าเข้า ที่พูดว่าสำคัญเพราะค่าเข้าสำหรับชาวต่างชาติปกติเป็นพันรูปี แต่! สำหรับคนที่ถือพาสปอร์ตไทย เสียค่าเข้าแค่ 530 รูปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาไป จงอย่าลืมโชว์พาสปอร์ตไทยอย่างภาคภูมิใจ

มาถึงข้อมูลเล็กน้อยกันบ้าง เบื้องหลังสุดยอดสิ่งปลูกสร้างอันสวยงามของอาคารหินอ่อนทั้งหลังนี้ มีรอยน้ำตาซ่อนอยู่ ทัชมาฮาลเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของจักรพรรดิชาห์ จาฮานสร้างอุทิศให้มเหสีผู้ล่วงลับ พระนางมุมตัซ มาฮาล ซึ่งภายในตัวอาคารนี้ จะมีหีบพระศพของทั้งสองพระองค์อยู่

เที่ยว อินเดีย

นอกจากตัวอาคารหลักแล้ว รอบทัชมาฮาล ยังมีหอคอยและอาคารรองรายรอบโดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมเดียวกับทัชมาฮาล ในรูปจะเป็นมัสยิดที่ยังมีการใช้งานอยู่ในปัจจุบัน หากเก็บรูปทัชมาฮาลจนทั่วแล้ว ก็อย่าลืมแวะมาถ่ายรูปอาคารรองที่อยู่รอบๆ ด้วย

เที่ยว อินเดีย

อีกหนึ่งสถานที่ที่ควรแวะไปในเมืองอักราคือป้อมอักรา (Agra Fort) สุดยอดป้อมปราการของอินเดียเพราะใช้เป็นฐานบัญชาการของกษัตริย์โมกุลมานาน

เช่นเคย สำหรับค่าเข้าป้อมอักรา คนไทยจ่ายเท่าคนอินเดียจ้า 40 รูปี (20 บาทเท่านั้น) โชว์พาสปอร์ตสวยๆ ได้เลย

ภายในป้อมอักรามีสิ่งปลูกสร้างอันวิจิตรมากมาย แต่ไฮไลท์ของที่นี่ คือจะมีตำหนักขนาดกะทัดรัดสร้างด้วยหินอ่อนอยู่ชื่อ มุสสัมมานบาร์ช ซึ่งเป็นที่ประทับสุดท้ายของจักรพรรดิชาห์ จาฮาน ผู้สั่งให้สร้างทัชมาฮาล พระองค์ถูกลูกชายตนเองจับขังไว้ที่นี่และขึ้นครองบัลลังก์เองเนื่องจากเกรงว่าพระบิดาจะใช้เงินท้องพระคลังไปกับการสร้างสิ่งปลูกสร้างอันหรูหราเช่นทัชมาฮาลจนหมด

จากตำหนักนี้ เราจะมองเห็นทัชมาฮาลอยู่ไกลๆ ด้วย

เที่ยว อินเดีย

ภาพมุมนี้ถ่ายจากตำหนักของจักรพรรดิชาห์ จาฮาน ผู้ซึ่งประทับอยู่ที่นี่จนลมหายใจสุดท้าย ที่เห็นไกลออกไปคือทัชมาฮาล

จักรพรรดิชาห์ จาฮานสั่งให้สร้างทัชมาฮาลเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักแด่มเหสีผู้ล่วงลับ แต่กลับต้องถูกขังที่ตำหนักนี้เพราะการใช้งบท้องพระคลังมากมายในการก่อสร้าง ดังนั้น ก่อนสิ้นลมหายใจ นี่จึงเป็นภาพสุดท้ายที่พระองค์จะได้เฝ้ามองอนุสรณ์แทนความรักของพระองค์ต่อพระมเหสีมุมตัซ มาฮาล

สถานที่ท่องเที่ยวในจ๊อดปูร์

เที่ยว อินเดีย

เมืองถัดไปในทริปนี้คือจ๊อดปูร์ (Jodhpur) หรือโยธาปุระ หรือที่เรียกกันว่า เมืองสีฟ้า ดูจากภาพแล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทำไมผู้คนเรียกเมืองนี้ว่าเมืองสีฟ้

บ้านช่องในเมืองนี้ถูกทาด้วยสีฟ้าเฉดต่างๆ แต่ก่อนการทาบ้านเป็นสีฟ้าจะมีเฉพาะบ้านคนวรรณะพราหมณ์เท่านั้น แต่ตอนหลังมีความเชื่อว่าสีฟ้าช่วยไล่แมลงและทำให้บ้านเย็น ผู้คนจึงทาบ้านเป็นสีฟ้ากันทั้งเมือง

เที่ยว อินเดีย

สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดในเมืองจ๊อดปูร์นี้ก็คือป้อมเมห์รังการห์ (Mehrangarh Fort) ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขาใจกลางเมือง

นอกจากจะเป็นป้อมปราการ ข้างบนยังเป็นพระราชวังและในปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ชมด้วย การเดินทางมาที่ป้อมนั้นพิเศษมาก คือเราสามารถเดินเท้าไปได้จากในเมืองโดยที่ไม่ต้องมีป้ายบอกทาง สามารถเดินลัดเลาะบ้านเรือนสีฟ้าขึ้นไปตามทางชันเรื่อยๆ จนในที่สุดจะเห็นทางเข้าป้อ

ป้อมนี้มีค่าเข้าชม 400 รูปี (200 บาท) ที่นี่พาสปอร์ตไทยไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเป็นที่เอกชน จึงไม่มีส่วนลดให้

เที่ยว อินเดีย เที่ยว อินเดีย

ป้อมเมห์รังการห์ตั้งตระหง่านอยู่บนเขาใจกลางเมืองจ๊อดปูร์ ในตอนกลางคืน ป้อมจะยิ่งโดดเด่นด้วยแสงไฟ เราสามารถจับจองที่นั่งที่บาร์ดาดฟ้าในเมือง เพื่อชมวิวของป้อมและเมืองยามค่ำคืนได้

เพราะฉะนั้น ในเมืองจ๊อดปูร์นี้จะมีบาร์ดาดฟ้าเยอะมากเพื่อให้ลูกค้าอย่างเราๆ ได้นั่งชมวิว ที่สำคัญราคาค่าอาหารและเครื่องดื่มไม่แพงเลย

เที่ยว อินเดีย เที่ยว อินเดีย

เมื่อขึ้นมาบนป้อมเมห์รังการห์แล้ว สิ่งที่พลาดไม่ได้คือการชมวิวเมืองสีฟ้าละลานตา ซึ่งเป็นเสน่ห์ของเมืองจ๊อดปูร์ เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงบนป้อม เตรียมเอากล้องหรือมือถือขึ้นมาถ่ายเซลฟี่กับเมืองสีฟ้านี้กันได้เลย

เที่ยว อินเดีย

ป้อมเมห์รังการห์เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บศิลปะและวัตถุโบราณต่างๆ ไปในตัวด้วย ซึ่งมีจำนวนมากจริงๆ แต่ไฮไลท์ของที่นี่ ถ้าจะให้เลือก เห็นจะเป็นบัลลังก์แกะสลักหินอ่อนของมหาราชา ที่ใช้เป็นที่ประทับในวันราชาภิเษก

เที่ยว อินเดีย

อีกชิ้นที่เป็นไฮไลท์คือ รอยฝ่ามือบนกำแพงประตูโลหะโปล รอยฝ่ามือนี้ไม่ใช่การตกแต่งเพื่อความสวยงาม แต่เป็นรอยประทับฝ่ามือของเหล่าสนมของมหาราชามาน ซิงห์ ก่อนที่พวกนางจะโดดกองไฟตายตามพระสวามี ประเพณีนี้เรียกว่าสาติ ที่ภรรยาจะต้องโดดกองไฟตามหากสามีเสียชีวิต ประเพณีนี้ถูกยกเลิกหลังจากที่อังกฤษมายึดครองอินเดีย

เที่ยว อินเดีย

ภายในป้อมเมห์รังการห์ยังมีหลายส่วนที่ห้ามพลาด เช่น พระตำหนักพูลมาฮาลในรูปแรก ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นตำหนักที่สวยงามและตกแต่งได้ละเอียดอ่อนที่สุดในป้อมนี

เที่ยว อินเดีย

ตากัตวิลลา ห้องนอนอันหรูหราอลังการของมหาราชา บนเพดานจะเห็นพัดลมโบราณด้ว

เที่ยว อินเดีย เที่ยว อินเดีย เที่ยว อินเดีย

เสลี่ยงของมหาราชาที่เคยใช้จริงๆ ในอดีต อย่างที่บอกว่าที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย เพราะฉะนั้นวัตถุโบราณ ของมีค่าจะเยอะมาก เดินชมกันจนเหนื่อย

เที่ยว อินเดีย

ซานานา ส่วนในสุดของป้อม ใช้เป็นที่อยู่ของเหล่าสนมต่างๆ ลวดลายที่ประตูหน้าต่างสลักจากหินได้อย่างละเอียดอ่อนมาก

เที่ยว อินเดีย เที่ยว อินเดีย

ถัดจากป้อมเมห์รังการห์ แนะนำให้มาที่ตลาดซาดาร์บาซาร์ (Sadar Bazaar) เพื่อมาช้อปปิ้งกันหน่อย ตลาดนี้อยู่ใจกลางเมือง สังเกตง่ายๆ ด้วยหอนาฬิกาสูงตระหง่าน ในรูปนี้เราถ่ายตอนยังเช้าอยู่ ถ้าตกบ่าย ที่นี่จะคึกคักมาก พ่อค้าแม่ค้าและลูกค้าเต็มลานไปหมด

สิ่งที่แนะนำให้มาช้อปปิ้งที่นี่คือส่าหรีและเครื่องประดับอินเดียซึ่งมีราคาถูกมากจริงๆ ผ้าส่าหรีลวดลายสวยงามผืนนึงเริ่มต้นที่ 100 รูปีหรือ 50 บาท เลือกร้านที่วางขายกับพื้นได้เลย แล้วอย่าลืมต่อราคากันด้วย

อีกอย่างที่แนะนำให้มาซื้อที่นี่คือชา ชานานาชนิด เช่น ชากุหลาบ ชามิ้นต์ ถุงใหญ่มากราคาแค่ 50 รูปี แนะนำร้านเอ็มวีสไปซ์ (M.V. Spice) ซึ่งเป็นร้านดัง ระวังร้านปลอมที่ตั้งชื่อใกล้เคียงกันด้วย ต้องดูป้ายชื่อดีๆ

เที่ยว อินเดีย เที่ยว อินเดีย เที่ยว อินเดีย

มาถึงอาหารในเมืองจ๊อดปูร์กันบ้าง ที่นี่มีร้านอาหารขึ้นชื่อหลายร้าน แต่เราเลือกชิมมาสองร้าน

นี่เป็นอาหารที่อยู่ร้านอาหารปรียา (Priya Restaurant) ด้านล่างโรงแรมปรียา ร้านนี้อยู่ใกล้ตลาดซาดาร์บาซาร์ในเมือง เสิร์ฟอาหารอินเดีย ราคาถูกมาก จานละประมาณ 70 รูปีหรือ 35 บาท รูปแรกเป็นราวามาซาล่าโดซ่าซึ่งเป็นแป้งบางผสมกับเครื่องเทศทอดกรอบกินคู่กับแกงเผ็ดแซมบาร์และชัดนี่ซึ่งทำจากมะพร้าว รูปที่ 2 เป็นปูริ แผ่นแป้งทอดกลวงใน กินคู่กับดาลหรือแกงถั่ว รูปที 3 เป็นลูกอมดับกลิ่นปาก กินหลังกินข้าวเสร็จโดยใช้ช้อนตักใส่มือตัวเองแล้วเอาเข้าปาก

ร้านปรียา: https://www.tripadvisor.com/Restaurant_Review-g297668-d1195450-Reviews-Hotel_Priya_Restaurant-Jodhpur_Jodhpur_District_Rajasthan.html

เที่ยว อินเดีย

ทาลี เป็นอาหารชุดที่รวมหลายอย่างเข้าด้วยกัน มีทั้งแกงเผ็ดชนิดต่างๆ แกงถั่ว ผัดผักใส่เครื่องเทศ โยเกิร์ต ขนมหวาน นานหรือแป้งทอด ทาลีเป็นอาหารอินเดียที่สามารถหาทานได้แทบจะทุกร้าน เราเลือกร้านจิ๊ปซี (Gypsy Restaurant) ที่จ๊อดปูร์ เพราะเป็นร้านดังของคนท้องถิ่นและราคาไม่แพง ส่วนรสชาติ อยากลองมาพิสูจน์เอง แต่อาหารในชุดมีหลากหลายมาก ยังไงก็ต้องกินได้ซักอย่างแหละ

ร้านจิ๊ปซี: https://www.tripadvisor.com/Restaurant_Review-g297668-d1806018-Reviews-Gypsy_Restaurant-Jodhpur_Jodhpur_District_Rajasthan.html

เที่ยว อินเดีย

ปิดท้ายเมืองจ๊อดปูร์ด้วยพระราชวังอุเหมดบาวัน (Umaid Bhavan Palace) พระราชวังอยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมือง ต้องเรียกแท็กซี่หรือตุ๊กๆ ออกไปประมาณ 4 กิโล

พระราชวังนี้มีจุดเด่นคือความยิ่งใหญ่อลังการและยังมีมหาราชาองค์ปัจจุบันประทับอยู่ ฉะนั้นเราเข้าไปดูได้เพียงเสี้ยวเดียวซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ เปิดให้นักท่องเที่ยวชม โดยส่วนตัวคิดว่าด้วยระยะทางที่ไกล และเข้าไปดูได้นิดเดียว หากเพื่อนๆ มีเวลาที่เมืองนี้ไม่มาก ก็อาจข้ามที่นี่ไปได้

แต่นอกจากที่นี่จะเป็นที่ประทับแล้ว พระราชวังนี้ยังเปิดเป็นโรงแรมด้วย ใครอยากใช้ชีวิตแบบมหาราชา สามารถจองเข้าพักได้เลยที่ https://www.booking.com/hotel/in/umaid-bhawan-place.en-gb.html

สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองจัยปูร์

เที่ยว อินเดีย

มาถึงเมืองสุดท้ายของทริปนี้ เมืองจัยปูร์ (Jaipur) หรือที่คนไทยเรียกว่าชัยปุระ เมืองนี้มีฉายาเมืองสีชมพู เพราะตึกรามบ้านช่องเป็นสีชมพูหมด สาเหตุที่เป็นสีชมพูทั้งเมืองเพราะสมัยก่อนมหาราชาสั่งให้ประชาชนทาบ้านตนเองเป็นสีชมพูเพื่อต้อนรับการมาเยือนของเจ้าชายแห่งอังกฤษ

นอกจากนั้น เมืองนี้ยังมีโบราณสถานและพระราชวังเต็มเมืองไปหมด เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ เราจึงเลือกนอนที่โรงแรมอุเหมดบาวัน (Umain Bhawan – Heritage Style Hotel) ดังที่เห็นในรูป โรงแรมนี้ถูกสร้างและตกแต่งให้เป็นแบบพระราชวังอินเดียทั้งด้านนอกและด้านใน เหมาะแก่การซื้อส่าหรีมาห่มถ่ายรูป ก่อนออกไปสำรวจเมืองอันมีเสน่ห์นี้

ในรูปนี้ เพื่อนเราใส่ส่าหรีที่ซื้อมาเมื่อวานจากจัยปูร์ผืนละ 100 รูปี พร้อมเครื่องประดับจัดเต็ม เลยรีบเปิดยูทูปดูวิธีการนุ่งส่าหรีทันทีที่เช็คอินเข้าโรงแรม

เที่ยว อินเดีย

จะบอกว่าแค่ถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ในโรงแรม ก็ปาเข้าไปเป็นชั่วโมงแล้ว ใครอยากมาเที่ยวจัยปูร์และสนใจเข้าพักโรงแรมนี้ ลองเข้าไปดูไปจองได้ที่https://www.booking.com/hotel/in/umaid-bhawan.en-gb.html

เที่ยว อินเดีย

บรรยากาศและการตกแต่งของโรงแรมอุเหมดบาวันที่จัยปูร์ ควรแก่การมานุ่งส่าหรีมาถ่ายรูปด้วยจริงๆ

เที่ยว อินเดีย

บนดาดฟ้าของโรงแรม ในตอนกลางคืนเราสามารถทานมื้อค่ำได้ที่โรงแรมพร้อมดูโชว์พื้นเมืองสไตล์ราชาสถานได้ฟรี

เที่ยว อินเดีย

ใจกลางเมืองจัยปูร์จะมีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ห้ามพลาด นั่นคือพระราชวังซิตี้พาเลซ (City Palace) พระราชวังนี้ใหญ่โตอลังการมาก มีลวดลายการประดับประดาที่ละเอียดลออ ค่าเข้าของที่นี่อยู่ที่ 300 รูปี (ไม่มีส่วนลดสำหรับพาสปอร์ตไทย)

ยังคงแนะนำคำเดิมว่ามาเที่ยวเมืองจัยปูร์ นุ่งห่มส่าหรีมาเถอะ ถึงแม้คนอื่นจะไม่ใส่ เพราะมันเข้ากับสถานที่และถ่ายรูปสวยจริงๆ รูปแรกนี้ถ่ายที่ศาลาว่าราชการของมหาราชา

เที่ยว อินเดีย

นี่ถือเป็นไฮไลท์ของที่พระราชวังนี้ นั่นคือลานนกยูง สมัยก่อนลานนี้ใช้เป็นลานแสดงกลางแจ้งของเหล่านางรำให้มหาราชาทอดพระเนตร รอบๆ ลานจะมีประตูนกยูงที่สวยงามอลังการมากอยู่ 4 บาน แต่ละบานจะมีลวดลายขีดเขียนและแกะสลักที่ต่างออกไป อย่าลืมถ่ายรูปคู่ให้ครบกับทุกบาน

เที่ยว อินเดีย

ในบรรดาไฮไลท์ของที่ต่างๆ ในจัยปูร์ หรือในอินเดียเองก็ตาม อาจจะเห็นรูปภาพด้านบนอยู่บ่อยๆ นั่นคือพระราชวังสายลมหรือฮาวามาฮาล (Hawa Mahal) ที่นี่ถือเป็นที่ๆ “ต้อง” มาถ่ายรูป หากแวะมาจัยปูร์

ที่เราเห็นในรูปบนนี้เป็นเพียงกำแพงของพระราชวังเท่านั้นซึ่งมีหน้าต่างฉลุช่องลมเกือบพันช่อง ใช้สำหรับให้นางในวังได้มองกิจกรรมภายนอกในสมัยก่อน ด้วยความที่จุดไฮไลท์นี้อยู่ด้านนอก เราเลยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมเลย

เที่ยว อินเดีย

การจะถ่ายรูปคู่กับสถานที่นี้ให้สวย คงไม่เหมาะที่จะถ่ายมุมเงยจากพื้นเพราะเก็บได้ไม่หมดแน่นอน แนะนำว่าให้หันกลับมาฝั่งตรงข้ามของถนนจะเห็นบาร์ที่อยู่ดาดฟ้าสองสามแห่งตรงข้ามพระราชวังพอดี ขึ้นไปสั่งชา กาแฟ ซักแก้วบนบาร์ แล้วเริ่มเซลฟี่กันได้เลย เครื่องดื่มหลักสิบ แต่วิวหลักล้าน พูดเลย

ตอนเราไป เราขี้นไปสั่งกาแฟแล้วนั่งที่ร้าน Wind View Cafe ดูรายละเอียดได้ตามนี้เลย https://www.tripadvisor.com.sg/Restaurant_Review-g304555-d11793439-Reviews-Wind_View_Cafe-Jaipur_Jaipur_District_Rajasthan.html

เที่ยว อินเดีย

หากใครอ่านมาตั้งแต่ต้นจนถึงตรงนี้ จะพอเดาๆ ได้ว่าเราไม่ค่อยชอบอาหารอินเดียที่ใส่เครื่องเทศเยอะๆ แต่อาหารจานนี้แหละที่ช่วยชีวิตเราไว้เกือบทุกมื้อ นั่นคือ ไก่แทนดอริ (Tandoori chicken) ไก่แทนดอริเป็นไก่ย่างที่หมักโยเกิร์ตและเครื่องเทศเล็กน้อย เสิร์ฟพร้อมหอมแดง มะนาว และน้ำจิ้มที่บางร้านทำได้รสแซ่บแบบน้ำจิ้มซีฟู้ดบ้านเรา (จนมีร้านนึงที่เราต้องขอสั่งเฉพาะน้ำจิ้มใส่ถุงเอาไว้กินกับอาหารมื้ออื่น) รสชาติ

ไก่แทนดอริพร้อมน้ำจิ้มรสแซ่บกินคู่กับข้าวหมกอินเดีย อาหารสองจานนี้ทำให้เราหายคิดถึงอาหารไทยไปได้หลายมื้อ

เที่ยว อินเดีย

เครื่องดื่มที่เราชื่นชอบมากตอนไปเที่ยวอินเดียคือลาสซี่ (Lassi) ซึ่งก็คือโยเกิร์ตปั่นสูตรอินเดีย รสชาติจะอร่อยนุ่มลิ้นมาก เราว่าอร่อยกว่าโยเกิร์ตบ้านเราอีก บางร้านจะเป็นโยเกิร์ตเพียวๆ บางร้านใส่ผลไม้ลงไป หรือบางร้านใส่เครื่องเทศลงไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าใครเบื่อเครื่องเทศเต็มที ให้ลองเช็คดูดีๆ ก่อนสั่งหรือบอกว่าไม่ใส่มาซาล่า (Masala) เพราะที่นี่ พี่เขาใส่เครื่องเทศในทุกอย่างจริงๆ แม้กระทั่งชา กาแฟ โยเกิร์ต

ในรูปนี้เป็นลาสซี่เพียวๆ เสิร์ฟในแก้วดินเผา ดื่มเสร็จก็ทิ้งพร้อมย่อยสลายได้เลย หากใครอยากลองชิม แนะนำให้มาชิมที่ร้านต้นตำรับชื่อลาสซี่วาลา (Lassiwala) อยู่ในเมืองจัยปูร์เลย

ดูรีวิวและรูปร้านได้ที่ https://www.tripadvisor.com.sg/Restaurant_Review-g304555-d13440639-Reviews-Lassiwala-Jaipur_Jaipur_District_Rajasthan.html

เที่ยว อินเดีย เที่ยว อินเดีย

สถานที่อีกแห่งในจัยปูร์ที่น่าแวะเวียนไปชมคือป้อมแอมแมร์ (Amber Fort) ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองประมาณ 11 กิโลเมตร เราเลยเหมาแท็กซี่ให้พาไปและพากลับมาส่งที่สถานีรถไฟจัยปูร์ ราคาเหมาแท็กซี่ก็แล้วแต่ตกลงกัน ของเราอยู่ที่ 500 รูปีไปกลับ

ป้อมนี้ตั้งอยู่บนเขาและมีทั้งพระราชวังและสวนแสนสวยอยู่ในป้อม ค่าเข้าป้อมนี้อยู่ที่ 500 รูปีต่อคน เราสามารถเดินขึ้นหรือนั่งช้างขึ้นไปก็ได้ ราคาอยู่ที่เที่ยวละ 570 รูปี หากใครอยากได้อารมณ์มหาราชาในสมัยก่อน ก็ลองนั่งช้างขึ้นป้อมดู

บนป้อมสีดินนี้อาจจะดูร้อนและแห้ง แต่จริงๆ แล้วร่มรื่นและเย็นสบายมาก ในป้อมมีสวนมากมาย เช่น สวนรูปดาวแฉกและสวนกลางน้ำที่เห็นในภาพ

เที่ยว อินเดีย

ไฮไลท์ในป้อมแอมแมร์ ได้แก่ ประตูกาเนชโปล เป็นประตูที่มีความงดงามมาก ซุ้มประตูถูกวาดด้วยผงอัญมณีที่เหลือจากการเจียระไนมาวาดบนปูนเปียก หากมาที่นี่ ต้องมาถ่ายรูปคู่ประตูนี้ให้ได้

เที่ยว อินเดีย

ศาลาว่าราชการที่ทำจากหินทรายแดง ซึ่งมีเสาเรียงรายเป็นซุ้มประตูอย่างสวยงาม เหมาะแก่การถ่ายรูปคู่เช่นกัน

เที่ยว อินเดีย

ระหว่างทางกลับจากป้อมแอมแมร์ เราได้ให้แท็กซี่แวะจอดที่จาลมาฮาล (Jal Mahal) หรือพระราชวังกลางน้ำ พระราชวังนี้ตั้งอยู่ใจกลางทะเลสาบ เราเข้าไปไม่ได้แต่ถ่ายรูปเก๋ๆ ริมน้ำได้

ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว จะถ่ายรูปธรรมดาๆ ก็ใช่ที่ ริมน้ำตรงนี้จะมีชาวบ้านมาตั้งร้านให้เราเปลี่ยนชุดเป็นชุดชาวราชาสถาน (ชื่อรัฐของเมืองจัยปูร์) และถ่ายรูปคู่พระราชวังนี้ ราคาค่าเช่าชุดและถ่ายรูปอยู่ที่แพกเพจและอยู่ที่ตกลงกัน หากต่อราคาเก่งๆ ก็ได้รูปสวยๆ ในราคาที่ไม่แพงเก็บไว้ในความทรงจำได้เลย

จบการเดินทางทริปตะลุยอินเดีย 4 เมือง 5 วันนี้แล้ว ต้องขอขอบคุณ Ai Lada เพื่อนร่วมเดินทางที่บอกให้ใส่อะไรก็ใส่หมด หวังว่าเพื่อนๆ คงจะชอบการรีวิวครั้งนี้ ไว้โอกาสหน้า เราจะเอาที่เที่ยว ที่กินเด็ดๆ ทั้งในและต่างประเทศมารีวิวให้ชมอีก ฝากกดไลค์ กดติดตามเพจ กิน เที่ยว รีวิวเองของเราด้วย